การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

โพสต์โดย : ปิยะมาศ ปรากฏมาก เมื่อ 4 ก.ย. 2561 08:39:03 น. เข้าชม 164 ครั้ง แจ้งลบ

ชื่อเรื่อง  การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  
ผู้วิจัย     นางสาวปิยะมาศ  ปรากฏมาก
ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการพิเศษ
สังกัด     โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์” กองการศึกษาเทศบาลเมืองสุรินทร์  จังหวัดสุรินทร์  
ปีที่พิมพ์  2561
 
                    บทคัดย่อ
 
                       การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)  เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในคิดเชิงวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4   2) เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80  3)   เพื่อศึกษาประสิทธิผลเชิงประจักษ์ของรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมเพื่อส่งเสริมความสามารถในคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  ดังนี้  (3.1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังเรียน  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้   (3.2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้และ  4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้  การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and  Development) โดยกำหนดรูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์”  สังกัดเทศบาลเมืองสุรินทร์  จังหวัดสุรินทร์  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2560  จำนวน  3  ห้องเรียน  มีนักเรียนจำนวน  87  คน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์”  สังกัดเทศบาลเมืองสุรินทร์  จังหวัดสุรินทร์  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2560  จำนวน 1  ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน  36  คน  ได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้  แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่ใช้ ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ()  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  การทดสอบค่าที (dependent  t - test) และการวิเคราะห์เนื้อหา
            ผลการวิจัย พบว่า
            1)  รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีชื่อว่า  (RPARCE : Model)  จากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญรูปแบบการเรียนการสอนมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับทุกองค์ประกอบ  รูปแบบการเรียนการสอนมี 8 องค์ประกอบ  คือ  หลักการ  วัตถุประสงค์  กระบวนการเรียนการสอน  หลักการตอบสนอง  ระบบสังคม  สิ่งสนับสนุน  สาระความรู้  และสิ่งส่งเสริมการเรียนรู้  กระบวนการเรียนการสอนมี  6  ขั้นตอน  ประกอบด้วย 1) ขั้นตรวจสอบความรู้เดิม (Reviewing Knowledge : R)  2)  ขั้นเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ (Preparation : P)  3) ขั้นเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ (Action : A) 4)  ขั้นสะท้อนความคิด (Reflection : R) 5) ขั้นสร้างความรู้ (Construction : C)  6)  ขั้นประเมินผล (Enumeration : E)  
              2) โดยภาพรวมรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์  และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4    มีประสิทธิภาพ 81.72/80.64  มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
              3)  ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอน อาร์พีเออาร์ซีอี  พบว่า 3.1) ความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรียน ( = 39.58 , S.D. = 5.12)  สูงกว่าก่อนเรียน ( = 12.89 , S.D. = 4.98)  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  3.2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน( = 32.47 , S.D. = 2.52) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 12.00  , S.D. = 2.60) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01    
            4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอนในภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.61  , S.D. = 0.52)   ในรายด้านพบว่า  อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2 ด้าน เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ (= 4.76 , S.D. = 0.45)  ด้านบรรยากาศในการเรียน (= 4.54, S.D. = 0.52)  และความพึงพอใจ  อยู่ในระดับมาก คือด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (= 4.48, S.D. = 0.55) 
 

ข่าวเด่นวันนี้

facebook